<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศรับมือโควิด-19 ตรวจคัดกรอง-เฝ้าระวัง-ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ-สร้างแหล่งอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนก่อนเข้าชุมชนที่บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา จ.ชลบุรี (ขวา) แปลงผักในเมืองที่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู &amp;nbsp;เขตสาทร &amp;nbsp;กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช. หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจับมือพลังภาคีในท้องถิ่น เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ รับมือโควิด-19&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; โดยใช้กลไกที่มีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งด่านตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; เฝ้าระวัง&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; แจกอุปกรณ์ป้องกัน&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; เปิดร้านค้าชุมชนขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ไข่&amp;nbsp; ปลูกผักเป็นแหล่งอาหารสำรอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; (พม.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน&amp;nbsp; (อสม.)&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบล&amp;nbsp; (อบต.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ตั้งด่านตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; คัดกรองผู้ที่อาจจะมีเชื้อโควิด&amp;nbsp; เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายไปเกือบทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้กลไกที่มีอยู่ปฏิบัติการเชิงรุก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในฐานะที่ พอช.ทำงานร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีภารกิจหลักที่ พอช.ให้การสนับสนุนและส่งเสริม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; โครงการซ่อมสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาสหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; &amp;nbsp;การจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือชาวชุมชน หรือ &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;
(สมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่&amp;nbsp; พอช.จึงได้ออกแบบการทำงานเชิงรุกในพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ พอช.สามารถดำเนินมาตรการป้องกันและฟื้นฟูชุมชนจากสถานการณ์โควิดได้ทันทีเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน ต่างๆ ทั่วประเทศมีประสบการณ์ในการทำงานป้องกันและฟื้นฟูชุมชนมาแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเฝ้าระวัง&amp;nbsp; ตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; แจกจ่ายพี่น้องในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; รวมทั้ง พอช.ได้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการทำงานเชิงรุกนั้น&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช.ได้ประสานงานไปยังสำนักงานภาค พอช.ทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในแต่ละจังหวัดติดตามข้อมูลและสถานการณ์จากหน่วยงานราชการว่าในแต่ละจังหวัด&amp;nbsp; แต่ละพื้นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเท่าไหร่&amp;nbsp; และในแต่ละพื้นที่ดำเนินการอย่างไรไปบ้างแล้ว&amp;nbsp; หรือมีข้อเสนอและความต้องการการสนับสนุนจาก พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การรับมือและป้องกันสถานการณ์โควิดรอบใหม่นี้ พอช.ได้ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและฟื้นฟูชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิดต่อไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เครือข่ายชุมชนทั่วประเทศร่วมเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมกันป้องกันโควิดแพร่ระบาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยแจกจ่ายพี่น้องประชาชนในชุมชนรวมกันกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; การตรวจวัดไข้ร่วมกับ อสม.เพื่อคัดกรองผู้ที่อาจจะติดเชื้อ&amp;nbsp; จัดทำเจล&amp;nbsp; แอลกอฮอล์ล้างมือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;พอช.และภาคเอกชนยังสนับสนุนการจัดทำครัวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ข้าวกล่อง&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; อาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; แจกจ่ายผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิดกว่า&amp;nbsp; 340,000 กล่อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้เกิดการตื่นตัว&amp;nbsp; และนำประสบการณ์จากการทำงานป้องกันการแพร่ระบาดในช่วงที่ผ่านมาพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้&amp;nbsp; โดยใช้กำลังคนและงบประมาณของชุมชนที่มีอยู่นำมาปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองเชียงใหม่ใช้งบประมาณจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง (ได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 300,000 บาท) ในช่วงโควิดปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาทำกิจกรรม 4 ด้านต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.สำรวจผู้เดือดร้อนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 500 ครอบครัว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นำงบประมาณมาให้ผู้เดือดร้อนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาเร่งด่วน 24 ชุมชนๆ ละ 1 คน (คนละ 2,000 บาท) และจัดตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp; จำหน่ายข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; อาหารอื่นๆ (คนที่ไม่มีเงินนำอาหารไปกินก่อน&amp;nbsp; ชำระคืนทีหลัง) 3.จัดทำครัวกลางแจกจ่ายอาหารให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; คนแก่&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ป่วย ฯลฯ&amp;nbsp; 4.สนับสนุนพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารในชุมชน&amp;nbsp; 24 ชุมชน&amp;nbsp; โดยเครือข่ายฯ สนับสนุนกล้าพันธุ์ผักสวนครัวที่เพาะแล้วให้แต่ละชุมชนนำไปปลูกเพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดตาก&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เตรียมแผนงานระยะสั้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ระดับตำบล&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 86 แห่ง&amp;nbsp; ร่วมกับ อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองโควิดในพื้นที่&amp;nbsp; และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย &amp;nbsp;เจลล้างมือ&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; ให้ผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ผู้ที่ตกงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะกลาง&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้น&amp;nbsp; โดยแจกเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; แจกพันธุ์ปลาดุก&amp;nbsp; เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นอาหาร&amp;nbsp; และระยะยาว&amp;nbsp; จัดตั้งธนาคารหรือกองทุนเมล็ดพันธุ์พืช&amp;nbsp; พัฒนากองทุนอาหารในตำบล&amp;nbsp; ส่งเสริมการใช้กองทุนที่มีอยู่แล้วในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน ต.เกาะทวด&amp;nbsp; อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;รพ.สต. อสม. &amp;nbsp;จัดระบบดูแลผู้เดินทางจากกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;และต้องกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุมโรค &amp;nbsp;โดยชุมชนร่วมกับ อบต.เกาะทวดจะจัดส่งอาหารให้แก่ผู้ที่กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งจัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อตรวจร่างกาย&amp;nbsp; เพื่อรายงานต่อ อสม.ทุกวัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งทีมให้ความรู้ &amp;nbsp;รถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่&amp;nbsp; และใช้หอกระจายข่าวให้พี่น้องในชุมชนได้รับรู้แนวทางการป้องกันการติดเชื้อเพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองและครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมตำบลท่าช้าง อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มอบเครี่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายจำนวน 8 เครี่องให้โรงพยาบาลบ้านลาด &amp;nbsp;และ รพ.สต.ท่าช้าง &amp;nbsp;เพื่อให้ อสม. นำไปใช้ในการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งหนุนเสริมการทำงานในการป้องกันและเฝ้าระวังในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าช้าง &amp;nbsp;จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบเครื่องวัดอุณหภูมิ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองโสน ร่วมกับ อบต.หนองโสน อ.เมือง&amp;nbsp; จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ให้กับชาวบ้านในตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ครัวเรือนละ 1 กล่อง &amp;nbsp;จำนวน 1,600 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลอ่างทอง &amp;nbsp;อ.ทับสะแก&amp;nbsp; ร่วมกับวัดอ่างทอง &amp;nbsp;ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีรายได้น้อยในตำบลที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;โดยแจกไข่ไก่และน้ำตาล เป็นขวัญกำลังใจและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมุทรสาคร &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนและกลุ่มเกษตรกรตำบลคลองตัน &amp;nbsp;อ.บ้านแพ้ว &amp;nbsp;ร่วมกับคณะทำงานอาสากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;แจกถุงยังชีพให้แก่แรงงานข้ามชาติในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานข้ามชาติไม่ต่ำกว่า 200,000 คน&amp;nbsp; และกำลังได้รับความยากลำบากเนื่องจากแรงงานเหล่านี้อยู่ในระหว่างการตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลตลาดกระทุ่มแบน&amp;nbsp; อ.กระทุ่มแบน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำสมาชิกปลูกพืชผักสวนครัวเช่น &amp;nbsp;คะน้า &amp;nbsp;กวางตุ้ง &amp;nbsp;ผักบุ้ง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; และจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนปลูกผักในรอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:108.0pt&quot;&gt;พลังชุมชนต้านภัยโควิด -19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงสถานการณ์โควิด 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.มีมาตรการช่วยเหลือชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยการพักหนี้ให้แก่สหกรณ์ผู้ใช้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคงเป็นเวลา 6 เดือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 395 องค์กร&amp;nbsp; รวม 119,956&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ช่วยให้กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;และองค์กรที่ใช้สินเชื่อทั่วประเทศไม่ต้องชำระดอกเบี้ยรวม 74.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; แยกเป็น 1.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง จำนวน 220 โครงการ 234 เครือข่ายเมือง ครอบคลุม 2,931 ชุมชน 535,557 ครัวเรือน วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 55,835,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชนบท จำนวน 1,529 โครงการ 1,558 ตำบล&amp;nbsp; วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 71,558,375 บาท&amp;nbsp; โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น&amp;nbsp; การรณรงค์ให้ความรู้&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัย&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; เปิด ร้านค้าชุมชน สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ ฯลฯ&amp;nbsp; โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ยังดำเนินการถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางสร้างแหล่งอาหารในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; (ใกล้วัดเทพลีลา-ม.รามคำแหง) กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นเวทีปรึกษาหารือและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (ดู พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551) มีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 5,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรกว่า 20,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่โควิดในช่วงต้นปี 2563&amp;nbsp; ชาวชุมชนได้รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; ทำงานในร้านอาหาร&amp;nbsp; ขับมอเตอร์ไซค์&amp;nbsp; แท็กซี่ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; และ พอช. จัดทำครัวชุมชนแจกอาหารให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นมา&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้รับอนุญาตจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ใช้พื้นที่ว่างที่อยู่ติดชุมชน 1 ไร่&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ และเลี้ยงปลาดุก 6 บ่อซีเมนต์แจกจ่ายกัน&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ก็ใช้พื้นที่ว่างปลูกผักเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางได้รับงบสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; จึงนำมาทำครัวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกผัก เช่น คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; และเลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; ตอนนี้เลี้ยงปลาดุกเพื่อแจกไปแล้ว 5 รุ่นๆ ละ 600 ตัว&amp;nbsp; เราจะแจกเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ครอบครัวละ 1 กิโลฯ อาทิตย์ละครั้ง&amp;nbsp; และผักเก็บได้ฟรี&amp;nbsp; เพื่อเอาไปทำกับข้าว&amp;nbsp; แต่จะต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาให้ดู&amp;nbsp; เพื่อฝึกการทำบัญชีครัวเรือน&amp;nbsp; ควบคุมรายจ่าย และยังมีกองทุนข้าวสารที่ซื้อข้าวสารมาขายให้สมาชิกเดือนละ 1 ครั้งในราคาต่ำกว่าทุนครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 40 บาท&amp;nbsp; ขายผู้ได้รับผลกระทบ 20 บาท&amp;nbsp; ส่วนคนทั่วไปขายบวกกำไรนิดหน่อยเพื่อให้มีเงินมาหมุนเวียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านที่มาเอาปลาดุกต้องนำบัญชีครัวเรือนมาแสดง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ชาวชุมชนยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;กองทุนวันละบาท&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยสมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกในยามที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงโควิดปี 2563-2564 นี้&amp;nbsp; กองทุนฯ นำเงินมาจัดทำครัวกลาง&amp;nbsp; แจกผักสด&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้า&amp;nbsp; เจลล้างมือ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้วประมาณ 86,000 บาท&amp;nbsp; (ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการฯ มีสมาชิกประมาณ 2,700 คน&amp;nbsp; เงินกองทุนประมาณ 700,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการรับมือกับสถานการณ์โควิดช่วงนี้&amp;nbsp; นุชจรีบอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุข 15 (ลาดพร้าว)&amp;nbsp; และเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อในกลุ่มประชากรแฝง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขอความร่วมมือเจ้าของบ้านเช่าให้ตรวจสอบผู้เช่าว่าทำงานที่ไหน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่&amp;nbsp; ส่วนคนในชุมชนต่างก็ให้ความร่วมมือดี&amp;nbsp; มีการป้องกันตัวเองในครอบครัว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้าน&amp;nbsp; มีเจลล้างมือ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เพาะเห็ดที่ชุมชนบางบอน กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการป้องกันโควิดและสร้างแหล่งอาหารในชุมชนเขตวังทองหลางแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ต่างก็ใช้พื้นที่ว่างในชุมชนทำสวนผักในช่วงสถานการณ์โควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; เขตสาทร&amp;nbsp; ชุมชนในเขตบางบอนเพาะเห็ด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านมั่นคงเขาน้อย จ.ชลบุรี&amp;nbsp; ตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp;ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในเมืองพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วาศินี&amp;nbsp; กาญจนกุล&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยพัทยา&amp;nbsp; อ.บางละมุง&amp;nbsp; จ.ชลบุรี&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยาฯ&amp;nbsp; เกิดจากการรวมตัวของคนจนที่ทำงานในเมืองพัทยาที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; จำนวน 304 ครอบครัว&amp;nbsp; โดย พอช. ให้การสนับสนุนกระบวนการรวมกลุ่มและสินเชื่อเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2558&amp;nbsp; มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 800 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; รถสองแถว&amp;nbsp; แม่ค้า&amp;nbsp; ขายอาหาร ทำประมง&amp;nbsp; นวดแผนโบราณ&amp;nbsp; ลูกจ้างร้านอาหาร&amp;nbsp; โรงแรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดนักท่องเที่ยวหายไป&amp;nbsp; จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงโควิดปี 2563 &amp;nbsp;สหกรณ์บ้านมั่นคงฯ นำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; มาจัดตั้งร้านค้าคุณภาพชีวิตในชุมชน&amp;nbsp; ใช้เงินลงทุน 150,000 บาท&amp;nbsp; จำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เนื้อหมูซื้อมากิโลกรัมละ 170 บาท&amp;nbsp; ขาย 100 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; น้ำปลา&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; เครื่องใช้ในบ้าน ฯลฯ ขายราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนที่ตกงาน&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ร้านค้าชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 150,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; ด้อยโอกาส จำนวน 22 ชุมชนในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; แม่เลี้ยงเดี่ยว&amp;nbsp; เด็กนักเรียนครอบครัวยากจน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมอบข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ผ้าอ้อมผู้ใหญ่&amp;nbsp; นมผง&amp;nbsp; ชุดนักเรียน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิดปีแล้วว่าหนักแล้ว&amp;nbsp; แต่ปีนี้หนักยิ่งกว่าเก่า&amp;nbsp; เพราะบางละมุงมีคนติดโควิดเยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองพัทยาต้องปิด&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; ชาวชุมชนก็ไม่มีรายได้&amp;nbsp; สหกรณ์จึงต้องให้ความช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; เพราะสมาชิกจะต้องผ่อนชำระค่าที่ดินและสร้างบ้านประมาณเดือนละ 2,400 บาท&amp;nbsp; ช่วงนี้สหกรณ์จึงพักชำระหนี้ให้สมาชิกที่เดือดร้อนคนละ 3 เดือน&amp;nbsp; ตอนนี้พักชำระไปแล้วประมาณ 20 ราย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บอกเล่าผลกระทบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่าอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.พักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคงอย่างน้อย 3 เดือนเหมือนปีที่แล้ว&amp;nbsp; และให้สนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป&amp;nbsp; เพราะผลกระทบในปีนี้หนักกว่าเก่า&amp;nbsp; ชุมชนยังพึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนในชุมชนที่ต้องหากินในเมืองพัทยา&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหมือนกับเมืองร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยฯ&amp;nbsp; มีสมาชิกติดเชื้อโควิดในช่วงต้นปี 2564&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 2 คน&amp;nbsp; คือ 1 คนติดจากการเข้าไปส่งอาหารในบ่อนการพนัน&amp;nbsp; อีก 1 คนยังไม่ทราบแน่ชัด&amp;nbsp; และได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว&amp;nbsp; ขณะนี้หมอให้กลับมารักษาตัวที่บ้านอีก 30 วัน&amp;nbsp; คณะกรรมการชุมชนจึงให้กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากต้องการอาหารหรือสิ่งของจำเป็นให้โทรแจ้งมา&amp;nbsp; ทางคณะกรรมการจะจัดหาให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งแต่โควิดปีที่แล้ว&amp;nbsp; ชุมชนได้ตั้งจุดคัดกรองโควิดบริเวณป้อมยามทางเข้าชุมชน&amp;nbsp; โดยจ้าง รปภ. 2 คน&amp;nbsp; สลับกันตรวจวัดไข้ผู้ที่จะเข้า-ออก&amp;nbsp; พอถึงตอนนี้เรายิ่งเข้มงวดมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีคนในชุมชนติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงประกาศให้ชาวบ้านทุกคนใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน&amp;nbsp; ส่วนเด็กเล็กเราไม่ให้ออกมาวิ่งเล่น&amp;nbsp; และหากใครออกไปนอกชุมชนเมื่อกลับเข้ามาจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; และใช้เจลล้างมือทุกครั้ง&amp;nbsp; ส่วนคนข้างนอกไม่ว่าจะเป็นคนส่งอาหาร&amp;nbsp; ไปรษณีย์&amp;nbsp; คนขายอาหารเราจะไม่ให้เข้า&amp;nbsp; ให้เอาของฝากไว้ที่ป้อมยาม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์ฯ บอกมาตรการเข้มงวด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น มีแปลงนารวม-ผลิตน้ำดื่ม จัดกิจกรรม &amp;lsquo;กายปลอดภัย &amp;nbsp;ใจคลายกังวล&amp;rsquo; ไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; ที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าตอนนี้ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพยังไม่มีผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; และยังเป็นพื้นที่ควบคุม&amp;nbsp; แต่ข่าวต่างๆ ที่ประโคมเรื่องโควิดทุกค่ำเช้าทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว&amp;nbsp; บางคนกินไม่ได้&amp;nbsp; นอนไม่หลับ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อ&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพมีสมาชิก 13 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวน 1,052 ครอบครัว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มจัดกิจกรรมสร้างความรู้&amp;nbsp; ความเข้าใจ&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&amp;nbsp; และช่วยกันป้องกันโรคตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 5 มกราคมเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยเครือข่ายฯ&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพจัดอบรมการทำเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้แทนชุมชนต่างๆ 13 ชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้นำกลับไปสอนลูกบ้าน&amp;nbsp; และสอนวิธีใช้เจลล้างมือ&amp;nbsp; ใช้แอลกอฮอล์มาเช็ดประตู&amp;nbsp; ลูกบิดที่ต้องจับบ่อยๆ&amp;nbsp; เวลาไปไหนก็ให้พกเจลไปด้วย&amp;nbsp; ส่วนหน้ากากผ้าอนามัยเราทำตั้งแต่ปีที่แล้ว&amp;nbsp; ยังมีใช้กันอยู่&amp;nbsp; แต่ที่น่าห่วงคือ&amp;nbsp; ชาวบ้านที่ตื่นกลัว&amp;nbsp; เพราะเหมือนกับโควิดมันมาอยู่ใกล้ๆ ตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเราจึงเข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้ในการป้องกันตัว&amp;nbsp; และให้หากิจกรรมต่างๆ ทำ&amp;nbsp; จะได้ไม่เครียด&amp;nbsp; ไม่กังวล มีสติ ไม่กลัวเกินเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้เวลาว่างปลูกผักสวนครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;งานที่ทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพช่วยกันทำเจลล้างมือ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนงบประมาณในการจัดทำเจล&amp;nbsp; ป้าสนองบอกว่าใช้งบพัฒนาคุณภาพชีวิตจาก พอช.ประมาณ 30,000 บาท&amp;nbsp; คาดว่าจะทำแจกจ่ายและใช้งานใน 13 ชุมชนได้นานประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; หรือจนกว่าสถานการณ์โควิดจะบรรเทาลง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณในการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวในชุมชนต่างๆ และในครัวเรือน เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำรองหากสถานการณ์โควิดยืดเยื้อยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เรายังโชคดีกว่าอีกหลายพื้นที่&amp;nbsp; เพราะเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพเราวางแผนเรื่องความมั่นคงทางอาหารมาก่อนแล้ว&amp;nbsp; เรามีแปลงนารวม&amp;nbsp; เนื้อที่ 38 ไร่&amp;nbsp; ชาวบ้านระดมทุนซื้อมาตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; ราคา 2 ล้าน 6 แสนบาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำนา&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; และยังมีโรงงานผลิตน้ำดื่มในชุมชน&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดปีที่แล้วเรายังเอาน้ำดื่มไปช่วยเหลือพี่น้องที่ชัยภูมิ&amp;nbsp; หากขาดเหลือเราก็ยังมีข้าวปลาอาหารเอาไว้กิน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางตัวอย่างของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่รวมพลังชุมชนเพื่อต้านภัยโควิด-19 !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;ชีวิตใหม่ชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จ.น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านใหม่ของชาวลัวะห้วยขาบ 60 ครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากย้อนเวลากลับไปเมื่อรุ่งเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp; หมู่บ้านชาวลัวะ &amp;nbsp;บ้านห้วยขาบ &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านหลายครอบครัวกำลังเตรียมตัวเพื่อจะออกไปทำงานในไร่&amp;nbsp; บางครอบครัวกำลังล้อมวงกินอาหารมื้อเช้า&amp;nbsp; ท่ามกลางเม็ดฝนที่พรมลงมาตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันใดนั้นมีเสียง &amp;ldquo;เปรี๊ยะๆ&amp;rdquo; ดังสนั่นมาจากยอดเขาเหนือหมู่บ้าน&amp;nbsp; แต่กว่าที่ใครจะไหวตัวทัน&amp;nbsp; ทั้งก้อนหินและดินโคลนจากภูเขาที่อยู่สูงเหนือหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 100 เมตรได้ถล่มไถลลงมาราวกับสายน้ำจากนรก&amp;nbsp; มันโถมทับบ้านเรือนที่อยู่ด้านล่าง&amp;nbsp; มีบ้านเรือนที่ถูกดินและก้อนหินทับพังทั้งหลังจำนวน 4 หลัง&amp;nbsp; ทับบางส่วน 2 หลัง&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเหตุร้ายผ่านไป&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ&amp;nbsp; และอาจเกิดดินถล่มลงมาได้อีก&amp;nbsp; จึงมีคำสั่งอพยพชาวห้วยขาบทั้งหมด 60 ครอบครัว&amp;nbsp; รวม 253 ชีวิตที่พ้นภัยลงมาอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายแห่งในอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; และต่อมาได้ย้ายเข้าอยู่ในบ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; เพื่อรอการก่อสร้างบ้านพักแห่งใหม่ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมกันดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อําเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 134 กิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชากรมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ลัวะ &amp;nbsp;ขมุ ม้ง เย้า คนเมือง ฯลฯ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และมีแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์มาแต่โบราณ เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติ เพราะบ่อเกลือเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ สวยงาม โอบล้อมไปด้วยขุนเขาเขียวขจี มีลำธารไหลผ่าน&amp;nbsp; ในช่วงฤดูหนาว เมืองทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยไอหมอกและอากาศที่หนาวเย็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;lsquo;ลัวะ&amp;rsquo; เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง (อยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร สำเนียงพูดคล้ายภาษาเขมร) แต่ด้วยผลจากสงครามการสู้รบในอดีต ทำให้อาณาจักรลัวะแตกพ่ายล่มสลาย แต่ชนเผ่าลัวะยังสืบเชื้อสายกระจายตัวอยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ&amp;nbsp; เช่น น่าน แพร่&amp;nbsp; เชียงใหม่ ฯลฯ ปัจจุบันชาวลัวะรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ประสบปัญหาต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ทำให้คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและภูเขามาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกป่า ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ฯลฯ&lt;/p&gt;


	ตั้งอยู่ในตำบลบ่อเกลือเหนือ (ก่อนดินถล่มมี 61 ครัวเรือน ประชากรจำนวน 261 คน) ชาวลัวะบ้านห้วยขาบอยู่อาศัยที่นี่มานานไม่ต่ำกว่า 100 ปี ปัจจุบันมีอาชีพปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา (ถั่วชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้ เมล็ดกินได้) และปลูกข้าวไร่ (ข้าวเหนียว) ตามเชิงเขาเอาไว้กินในครัวเรือน ส่วนที่มาของหมู่บ้านมาจากชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ในอดีตมีแมลง &amp;lsquo;ขาบ&amp;rsquo;(ภาษาลัวะ) หรือแมลงเม่าอาศัยอยู่ตามลำห้วยชุกชุม จึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามนั้น


&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมศักดิ์ ใจปิง อายุ 38 ปี ชาวบ้านห้วยขาบ เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวลัวะว่า ชาวลัวะมีชีวิตเรียบง่าย ปลูกข้าวไร่เอาไว้กินเอง เป็นข้าวเหนียว ใช้วิธีปลูกข้าวแบบหยอดหลุมและหมุนเวียนตามที่ราบเชิงเขาเพราะพื้นที่มีน้อย ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่หมุนเวียนประมาณ 6-7 แห่ง เมื่อครบ 7 ปีจะหมุนเวียนกลับมาทำไร่ข้าวในพื้นที่เดิม เพื่อให้ดินฟื้นตัวและกลับมาอุดมสมบูรณ์อีก เพราะคนลัวะปลูกข้าวโดยไม่ใช่ปุ๋ย แต่จะให้ธรรมชาติ เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล โดยจะมีพิธีบูชาระหว่างการปลูกข้าว และเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวประมาณช่วงเดือนมกราคมจะมีพิธี &amp;lsquo;กินดอกแดง&amp;rsquo; เพื่อขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาที่ช่วยดูแลทำให้ข้าวอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีหนึ่งครอบครัวผมจะปลูกข้าวได้ประมาณ 30 กระสอบ ก็พอกินทั้งปี แต่บางปีได้ไม่พอกิน เพราะมันแล้ง ต้องปลูกพืชอย่างอื่นด้วย ตอนนี้ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา &amp;nbsp;มีพ่อค้ามารับซื้อ ช่วงที่ว่างงานในไร่ก็จะไปทำงานรับจ้างในไร่ของคนอื่น เขาจะมาจ้างปลูกข้าวโพด หรือให้ถางหญ้า ได้ค่าจ้างวันละ 200-300 บาท เอามาใช้จ่ายในครอบครัว&amp;rdquo; ชาวบ้านห้วยขาบเล่าถึงการทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากใครเคยมาเยือนบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จะเห็นบ้านเรือนของพวกเขาปลูกกระจายอยู่ตามที่ราบเชิงเขา ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีลำห้วยขาบใสเย็นไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เป็นเสมือนหมู่บ้านในนิทานที่สงบสุขและร่มเย็นมาช้านาน...หากดินบนภูเขาจะไม่ถล่มลงมา...!! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านใหม่...ชีวิตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงแรกชาวบ้านห้วยขาบทั้ง 60 ครอบครัวเข้าพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;และหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนงบประมาณและช่วยกันก่อสร้าง เพื่อรอการก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินที่กรมป่าไม้อนุญาต&amp;nbsp; เนื้อที่ 39 ไร่ (พื้นที่จริง 34 ไร่) บริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง หมู่ที่ 3 ต.ดงพญา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ &amp;nbsp;จ.น่าน &amp;nbsp;ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม 2592 แบ่งพื้นที่สร้างบ้านและทำกินได้ครอบครัวละ 120 ตารางวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับชาวบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน เป็นบ้านขนาด 5X8 ตารางเมตร (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น) โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลัวะ ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ 320,000 &amp;nbsp;บาท ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 22.5 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุดหนุนการสร้างบ้าน และการประกอบอาชีพ รวม 1,320,000 บาท อบต.ดงพญา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;การประปาส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ ประมาณ 4 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกผักส่วนกลาง&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; และสนามกีฬา&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 4 ไร่&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงต้นปี 2563 &amp;nbsp;และชาวบ้านทั้ง 60 ครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เดิมบริเวณไม่ไกลจากบ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; ส่วนบ้านหลังเก่าหากเป็นไม้ก็จะรื้อเพื่อเอามาต่อเติมที่บ้านใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำครัว&amp;nbsp; ยุ้งข้าว&amp;nbsp; ห้องเก็บของ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถ้าใครเข้าไปที่บ้านห้วยขาบเดิมก็จะมองไม่เห็นหมู่บ้านแล้ว&amp;nbsp; เพราะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ต่างก็รู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องนอนผวา&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าเวลาหน้าฝน&amp;nbsp; ก้อนหินดินโคลนจากภูเขาจะถล่มลงมาทับอีก&amp;nbsp; แต่สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องก็คือ&amp;nbsp; หมู่บ้านที่ชาวลัวะมาอยู่ใหม่นี้ขึ้นอยู่กับหมู่ที่&amp;nbsp; 3 ตำบลดงพญา ทำให้กองทุนต่างๆ ของหมู่บ้านเดิมที่ชาวลัวะมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้านห้วยขาบต้องยุบรวมเข้ากับกองทุนหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ตามระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; ซึ่งชาวลัวะไม่ต้องการ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาด้านการรวมกองทุน&amp;nbsp; และมีปัญหาด้านการปกครอง (หมู่ที่ 3 เป็นคนพื้นราบ&amp;nbsp; มีวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณีแตกต่างกัน) จึงขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านใหม่เป็นหมู่ที่ 8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กาแฟ&amp;rsquo; พืชเศรษฐกิจใหม่ของชาวลัวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภานุวิชญ์ จันที ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ ชาวห้วยขาบ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบได้รับการสนับสนุนจากทางราชการและบริษัทซีพีให้ปลูกกาแฟในปี &amp;nbsp;2556&amp;nbsp; เป็นพันธุ์กาแฟอาราบิก้า&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชาวบ้านปลูกกาแฟจำนวน 43&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกตามไหล่เขาใกล้บ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 130 ไร่&amp;nbsp; ผลผลิตรวมกันประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อปี&amp;nbsp; จะเก็บผลกาแฟสุกปีละครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านจะขายเมล็ดกาแฟสดหรือกาแฟเชอร์รี่&amp;nbsp; ราคากิโลฯ ละ 20 บาท&amp;nbsp; ต่อมาก็ขายเป็นกาแฟกะลา (เมล็ดกาแฟแห้งเอาเปลือกนอกออกแล้วแต่ยังไม่ได้คั่ว) กิโลฯ ละ 120 บาท&amp;nbsp; 10 กิโลฯ เราขายได้เงิน 1,200 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เราตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วและบรรจุถุงขาย&amp;nbsp; เป็นกาแฟอินทรีย์&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; มีกลิ่นหอม รสชาติหวานนุ่ม&amp;nbsp; และยังเอาดอกกาแฟมาทำชา&amp;nbsp; เอากากมาทำสบู่&amp;nbsp; ทำให้กาแฟ 10 กิโลฯ ขายได้เงินเกือบหมื่นบาท&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ตื่นเต้นกันใหญ่&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนขายกาแฟเชอร์รี่ได้แค่กิโลฯ ละ 20 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; ภานุวิชญ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาวลัวะและกาแฟคั่วเข้ม &amp;nbsp;กลาง &amp;nbsp;และอ่อน &amp;nbsp;ขนาด 250 กรัม &amp;nbsp;ราคา 160-180 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; อาจเหมือนกับความโชคดีที่มาหลังจากความสูญเสียของชาวลัวะห้วยขาบ&amp;nbsp; แต่ความจริงเป็นแผนงานการบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดน่าน&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงมหาดไทย การประปา&amp;nbsp; การไฟฟ้า&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และบริษัทไทยเบฟฯ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการทำมาหากิน&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp; โดยขณะนี้ทางจังหวัดน่านกำลังก่อสร้างสะพานคอนกรีตเข้าสู่หมู่บ้าน&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เตรียมสนับสนุนงบประมาณสร้างร้านกาแฟและสินค้าชุมชนรองรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า &amp;nbsp;ตอนนี้พื้นที่ปลูกกาแฟและผลผลิตจากบ้านห้วยขาบยังมีไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากมีพื้นที่น้อย&amp;nbsp; ดังนั้นต่อไปชาวห้วยขาบจะขยายพื้นที่ปลูก&amp;nbsp; โดยปลูกกาแฟต้นใหม่แซมลงในพื้นที่เดิม&amp;nbsp; รวมทั้งปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างทั้งในหมู่บ้านเก่าและที่หมู่บ้านใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอ&amp;nbsp; และนำมาจำหน่ายในหมู่บ้านรองรับนักท่องเที่ยวที่มาอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; รวมทั้งขายทางออนไลน์&amp;nbsp; และออกบูธตามงานต่างๆ ด้วย เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพและมีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลัวะคอฟฟี่&amp;nbsp; อัญมณีแห่งขุนเขา&amp;nbsp; กาแฟอินทรีย์เพื่อสร้าง &amp;lsquo;ชุมชนดี&amp;nbsp; มีรอยยิ้ม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟบ้านห้วยขาบ&amp;rdquo; (ติดตามช่องทางการสนับสนุนชุมชนได้ที่ Facebook แฟน่าน ลั๊วะคอฟฟี่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน&amp;nbsp;เน้น &amp;lsquo;ชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ชาวบ้านร่วมกันทำแนวป้องกันไฟ &amp;nbsp;(ขวา) พิธีมอบอุปกรณ์ดับไฟเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาที่อำเภอเมืองเชียงใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานไม่ต่ำกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งของทุกปี&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดเล็กและควันจากการเผาไหม้นอกจากจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว&amp;nbsp; ยังมีปัญหาต่างๆ ติดตามมามากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ระบบนิเวศน์&amp;nbsp; การสูญเสียความชื้นในดินในป่า&amp;nbsp; พื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และยังทำให้เกิดความขัดแย้งติดตามมา&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; คนบนดอยกับคนเมือง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า&amp;nbsp; ต่างคน&amp;nbsp; ต่างหน่วยงาน&amp;nbsp; มองปัญหาคนละด้าน&amp;nbsp; หรือไม่ก็โทษกันไปโทษกันมา&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่&amp;nbsp; มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่ไม่มีกลไกที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้ปัญหาปะทุรุนแรงขึ้นทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับหนึ่งของโลก (Air&amp;nbsp; quality and pollution city ranking : จากการสำรวจเมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ชี้รากเหง้าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าว &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง ในนามภาคประชาสังคม &amp;nbsp;ประกอบด้วย นักกิจกรรมทางสังคมนักวิชาการ แพทย์ &amp;nbsp;ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปิน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา หอการค้า&amp;nbsp; นักธุรกิจ สื่อมวลชน&amp;nbsp; ประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ได้ร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยได้จัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา ในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ บอกว่า รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน คือ การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ คือ 1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพด ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ระบบนิเวศน์ป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ การเผาขยะ การเปิดแอร์ ควันไฟจากการทำครัว การปิ้งย่าง ฝุ่นควันจากโรงงาน 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่ ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงภาวะความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นควันจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดคล้องกับข้อมูลจากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดประมาณ 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่นๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อประชากร 100,000 คน &amp;nbsp;ดังนั้นคนเชียงใหม่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่น !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2550 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลงเพราะปัญหาฝุ่นควันในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอนว่า&amp;nbsp; จะทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่องแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 สภาลมหายใจฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ (รวมอำเภอเมืองเป็น 25 อำเภอ) รวม &amp;nbsp;207 ตำบล&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 เป็นต้นมา สภาองค์กรชุมชนร่วมกับสภาลมหายใจขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนหรือตำบลนั้นๆ&amp;nbsp; เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่&amp;nbsp; การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่ารลุกลาม &amp;nbsp;การเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก เพราะเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้เห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดถอบจะออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) นับแสนบาท จึงทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;จัดอบรม &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ทำปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดมบอกต่อไปว่า&amp;nbsp; จากข้อมูลปัญหาที่พบ สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) &amp;nbsp;ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า ฟางข้าว เหง้ามันสําปะหลัง ซังและต้นข้าวโพด เพื่อลดการเผา&amp;nbsp; โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน นำฟางข้าว กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้มาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาคเพื่อนำสิ่งของ อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; และนำงบประมาณไปมอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในปีนี้จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;40 ตำบล &amp;nbsp;จาก 21 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง &amp;nbsp;ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน &amp;nbsp;ไฟฉายคาดหัว 800 อัน กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนที่ได้รับมอบอุปกรณ์จะต้องมีการเตรียมแผนการในการป้องกันและดับไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ผนึกพลังสร้าง &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; ใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ร่วมกันแถลงข่าวและชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2564&amp;nbsp; โดยมีนายเจริญ​ฤทธิ์​ สงวน​สัตย์​ &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ &amp;nbsp;ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ตั้งเป้าหมายจะลดพื้นที่เผาและลดค่า PM 2.5 ให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; โดยจะเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันแทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; หากเกิดผลสำเร็จในช่วงฤดูแล้งปีนี้&amp;nbsp; จะนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, ธนวัฒน์ จรรมรัตน์, นุชจรี  พันธ์โสม, พอช., ภานุวิชญ์ จันที, วาศินี  กาญจนกุล, สนอง  รวยสูงเนิน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมศักดิ์ ใจปิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุดม  อินจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_6013d46f61019.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันที่อยู่อาศัยโลก 2562 “บ้านมั่นคง  บ้านโดยชุมชน  ทุกคนร่วมกันสร้าง”  (Collective Housing)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เต๊นท์ที่พักของผู้ไร้ที่ยู่อาศัยในเมืองลอสแอนเจลิส (ภาพลอสแอนเจลิสไทม์) /การจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่ พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาสำคัญของคนทั้งโลก&amp;nbsp; เพราะแม้แต่ประเทศที่เจริญและมั่งคั่งอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังมีปัญหานี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2561 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;กรมการพัฒนาชุมชนและเมืองของสหรัฐฯ (The U.S. Department of Housing and Urban Development) รายงานผลการสำรวจสถานการณ์คนไร้บ้านทั่วประเทศ &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; มีจำนวน &amp;nbsp;552,830 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รัฐที่มีคนไร้บ้านมากที่สุดคือ แคลิฟอร์เนีย&amp;nbsp; มีจำนวน 129,972 คน &amp;nbsp;รองลงมาคือ รัฐนิวยอร์ก&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;91,897 คน &amp;nbsp;รัฐฟลอริดา&amp;nbsp; จำนวน 31,030 คน &amp;nbsp;รัฐวอชิงตัน 22,304 คน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนประเทศไทย&amp;nbsp; ศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยแห่งชาติ&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; ระบุว่า&amp;nbsp; ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21,325,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; สัดส่วนครัวเรือนที่มีบ้านและที่ดินเป็นของตัวเองมีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp; ขณะที่ครัวเรือนเช่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; และที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปี 2552 จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมีจำนวน&amp;nbsp; 2,468,160&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในปี 2558 &amp;nbsp;จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp; 3,595,581 ครัวเรือน (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน&amp;nbsp; ปี 2552-2558&amp;nbsp; สำนักงานสถิติแห่งชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนแม่บทแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้จัดทำ &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;rsquo;&amp;nbsp; เสนอต่อรัฐบาล&amp;nbsp; และได้รับการเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2560&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ &amp;nbsp;และเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมในทุกมิติ&amp;nbsp; มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามแผนแม่บทดังกล่าว&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp; จะดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ในรูปแบบของการขาย&amp;nbsp; หรือเช่า-ซื้อให้แก่ประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายประมาณ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านเอื้ออาทร&amp;nbsp; บ้านการเคหะฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จะดำเนินการในรูปแบบการสนับสนุนให้ชุมชนที่เดือดร้อนและมีรายได้น้อยรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านในที่ดินรัฐและเอกชน&amp;nbsp; ชุมชนเช่าที่ดินเอกชนแต่ไม่มีความมั่นคง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเป้าหมายประมาณ 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; หลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของ พอช.ก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาของตนเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;พอช. &amp;nbsp;องค์กรปกครองในท้องถิ่น&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เปลี่ยนจากการที่หน่วยงานรัฐทำให้&amp;nbsp; เป็นชุมชนที่เดือดร้อนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาดำเนินการเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โดยชาวบ้านและชุมชนที่เดือดร้อนจะต้องรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลผู้ที่เดือดร้อน&amp;nbsp; กำหนดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น หากเป็นชุมชนบุกรุกที่ดินของรัฐก็จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; หรือจัดหาที่ดินแปลงใหม่&amp;nbsp; และร่วมกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; ออกแบบผังชุมชน &amp;nbsp;ให้ตรงกับความต้องการของชาวชุมชน &amp;nbsp;โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช.&amp;nbsp; หรือสถาบันการศึกษาเป็นพี่เลี้ยง&amp;nbsp; และร่วมกันออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนดำเนินการ&amp;nbsp; จนถึงการบริหารงานก่อสร้างบ้านและชุมชน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการสนับสนุนของ พอช.นั้น&amp;nbsp; สมชาติกล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจาก พอช.สนับสนุนด้านความรู้&amp;nbsp; ส่งเสริมกระบวนการรวมกลุ่มให้แก่ชุมชนที่เดือดร้อนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัยให้แก่ชุมชนโครงการบ้านมั่นคงเมืองเฉลี่ยครัวเรือนละ&amp;nbsp; 62,500 บาท&amp;nbsp; และบ้านมั่นคงชนบทเฉลี่ยครัวเรือนละ&amp;nbsp; 62,000 บาท&amp;nbsp; และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินหรือก่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ&amp;nbsp; 360,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนระยะยาว 15-20 ปี&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; 16 ปี&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนไปแล้ว 1,021 โครงการ &amp;nbsp;รวม 112,777 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;nbsp; จำนวน 1,050,000&amp;nbsp; ครัวเรือนที่กำลังดำเนินการโดย พอช.ขณะนี้ &amp;nbsp;แยกเป็น &amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อยในเมือง รวม 77 จังหวัด จำนวน 6,450 ชุมชน รวม 701,702 ครัวเรือน (แยกเป็นบ้านมั่นคงทั่วประเทศ จำนวน 6,450 ชุมชน รวม 690,000 ครัวเรือน,&amp;nbsp; ชุมชนริมคลอง กรุงเทพฯ 74 ชุมชน รวม 11,004 ครัวเรือน และคนไร้บ้าน 3 แห่ง&amp;nbsp; คือ ปทุมธานี/ขอนแก่น/เชียงใหม่ รวม 698 ครัวเรือน) 2.แผนพัฒนาผู้มีรายได้น้อยในชนบท&amp;nbsp; (โครงการซ่อมแซมบ้านเรือนที่มีฐานะยากจน หรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo;) รวม 76 จังหวัด จำนวน 5,362 ตำบล รวม 352,000 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ก่อนจะดำเนินการตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2546 &amp;nbsp;โดยเริ่มจากชุมชนนำร่อง 10 ชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนบ่อนไก่&amp;nbsp; เจริญชัยนิมิตใหม่ (กรุงเทพฯ) &amp;nbsp;แหลมรุ่งเรือง&amp;nbsp; จ.ระยอง,&amp;nbsp; บุ่งคุก&amp;nbsp; จ.อุตรดิตถ์,&amp;nbsp; เก้าเส้ง&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีรูปแบบการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามสภาพของชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปรับปรุงหรือก่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม&amp;nbsp; โดยการซื้อหรือเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; จัดหาหรือซื้อที่ดินแปลงใหม่ที่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมเพื่อสร้างบ้าน-สร้างชุมชนใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากโครงการนำร่องบ้านมั่นคง 10&amp;nbsp; ชุมชนแรกในปี 2546&amp;nbsp; จนถึงวันนี้ (พ.ศ.2562) เป็นเวลา 16 ปี&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 1,231 โครงการ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 112,610 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวมเงินอุดหนุน 6,311 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่างโครงการบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้&amp;nbsp; การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของ พอช. ไม่ใช่เป็นการสร้างเฉพาะ &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; เท่านั้น&amp;nbsp; แต่ยังมีกระบวนการ &amp;lsquo;พัฒนาชุมชน&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;rsquo; ของชาวชุมชนด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีการจัดการขยะโดยชุมชน&amp;nbsp; นำขยะเปียกมาทำเป็นปุ๋ยหมัก&amp;nbsp; ขยะรีไซเคิลนำไปขาย&amp;nbsp; มีการจัดตั้งอาสาสมัครป้องกันยาเสพติด &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมการออมเงิน&amp;nbsp; โดยให้ทุกครอบครัวออมเงินเข้ากลุ่มทุกเดือน&amp;nbsp; ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;lsquo;ธนาคาร&amp;rsquo; ของชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะสร้างวินัยในการออมแล้ว&amp;nbsp; ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามที่เดือดร้อนจำเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.ยกตัวอย่างการพัฒนาที่มากกว่าการสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมพลังคนจน&amp;nbsp; รณรงค์ &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก 2562&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมทุกปี&amp;nbsp; องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; (World Habitat&amp;nbsp; Day)&amp;nbsp; เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ &amp;nbsp;ตลอดจนสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม &amp;nbsp;และเพื่อสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการให้มนุษย์ทุกคนมีที่อยู่อาศัยในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม&amp;nbsp; ในประเทศไทยจะมีการรณรงค์เคลื่อนไหวของภาคประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; นำประชาชนที่เดือดร้อนทั่วประเทศที่ประสบปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยมาชุมนุมหน้าอาคารองค์การสหประชาชาติ&amp;nbsp; สำนักงานประเทศไทย&amp;nbsp; บริเวณถนนราชดำเนินนอก&amp;nbsp; เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้แทนสหประชาติ&amp;nbsp; รวมทั้งรัฐบาลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ชุมชนที่อยู่ในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบทางรถไฟ &amp;nbsp;จำนวน 260 ชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ให้ รฟท.จัดหาที่ดินรองรับโดยให้ชุมชนเช่าอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; ให้ยุติการดำเนินคดีกับชุมชน&amp;nbsp; และให้ รฟท.จัดหางบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;2.ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีนโยบายให้กรมกิจการผู้สูงอายุสนับสนุนการปรับปรุงบ้านที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตผู้สูงอายุสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอด้านที่ดิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รัฐบาลต้องยุติการดำเนินคดีต่อคนจน&amp;nbsp; ผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน&amp;nbsp; และที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกปี 2562 ที่กรุงเทพฯ โดยเครือข่ายสลัมสี่ภาพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวรณรงค์ของสมาชิกเครือข่าย &amp;lsquo;สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ&amp;rsquo; (สอช.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่จัดกิจกรรมเดินรณรงค์&amp;nbsp; การจัดเวทีให้ความรู้&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจ&amp;nbsp; เพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; รวมทั้งยื่นข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อร่ามศรี&amp;nbsp; จันทร์สุขศรี&amp;nbsp; ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ &amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; การจัดงานรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้&amp;nbsp; สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ร่วมกับเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จะจัดกิจกรรมรณรงค์ในหัวข้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บ้านมั่นคง บ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Collective Housing&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจ &amp;nbsp;ให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน &amp;nbsp;ทั้งในเมืองและชนบท โดยจะมีการจัดกิจกรรมในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;และภูมิภาคตลอดเดือนตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ (วันที่ 10 ตุลาคม)&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตกที่ จ.เพชรบุรี (วันที่ 22-23 ตุลาคม)&amp;nbsp; ภาคเหนือที่ จ.เชียงราย &amp;nbsp;(24-25 ตุลาคม) &amp;nbsp;ภาคอีสานที่ จ.กาฬสินธุ์และขอนแก่น (25-26 ตุลาคม) ภาคตะวันออกที่ จ.ชลบุรี (28 ตุลาคม) ภาคใต้ที่ จ.กระบี่ (30 ตุลาคม) ฯลฯ&amp;nbsp; โดยจะมีการนำเสนอรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในประเด็นต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดตั้งกองทุนที่ดิน&amp;nbsp; บ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนบ้านมั่นคง การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งและการอนุรักษ์ทรัพยกรชายฝั่งทะเล&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ในวันที่ 10 ตุลาคม นายจุรินทร์&amp;nbsp; ลักษณวิศิษฎ์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ&amp;nbsp; ได้เดินทางมาเป็นประธานในการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยนายจุรินทร์ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยว่า&amp;nbsp; รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;ทั้งในเรื่องการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเพิ่มเงินสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคโครงการบ้านมั่นคงจากเดิม 80,000&amp;nbsp; บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;เป็น 89,800 บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;และในปีงบประมาณ 2563 &amp;nbsp;จะสนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง โครงการบ้านพอเพียงชนบทต่อเนื่อง &amp;nbsp;รวมทั้งโครงการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่เป็นโครงการใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้รัฐบาลจะคลี่คลายปัญหาข้อติดขัดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;โดยเฉพาะเรื่องที่ดินรัฐ &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายชัดเจนที่จะแก้ไขปัญหาที่ดิน &amp;nbsp;โดยอนุญาตให้ใช้ที่ดินรัฐแบบสิทธิร่วมหรือที่เรียกว่าโฉนดชุมชน &amp;nbsp;สำหรับชุมชนหรือสหกรณ์ในการอยู่อาศัยทำกินได้ชั่วลูกชั่วหลาน &amp;nbsp;ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;รวมทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ&amp;rdquo; รองนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; บ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พรรณทิพย์&amp;nbsp; เพชรมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวถึงประเด็นการรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกปี 2562&amp;nbsp; หัวข้อ&amp;nbsp; &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; บ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ว่า&amp;nbsp; คนจนหรือผู้มีรายได้น้อยเป็นกลุ่มคนที่ขาดแคลนทรัพย์สิน&amp;nbsp; การเข้าถึงสิทธิโอกาสต่างๆ&amp;nbsp; น้อยกว่าคนกลุ่มอื่นในสังคม&amp;nbsp; หากอยู่เดี่ยวๆ&amp;nbsp; หรือต่างคนต่างอยู่&amp;nbsp; ยิ่งจะไม่มีพลังต่อรอง &amp;nbsp;แต่คนกลุ่มนี้มีฐานความเป็นกลุ่มเป็นชุมชนที่มีการพึ่งพาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; มีจำนวนมากพอที่จะรวมกันสร้างพลังเจรจาต่อรองให้ได้มาซึ่งสิทธิในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร &amp;nbsp;และบริการต่างๆ ที่มีในสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย&amp;nbsp; เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้มีรายได้น้อย การเพิ่มขึ้นของรายได้ &amp;nbsp;การออมเงินที่ทำได้ไม่ทันต่อการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; อาชีพที่มีรายได้น้อย &amp;nbsp;ไม่แน่นอน ไม่มีหลักฐานเงินเดือนหรือทรัพย์สิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงทำให้ยากที่คนจนจะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นคนจนจึงต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม&amp;nbsp; เป็นชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการรวมคน&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมเงิน &amp;nbsp;รวมความคิดและรวมพลังในการพัฒนา&amp;nbsp; สร้างโอกาสและความสามารถในการร่วมกันสร้างบ้าน&amp;nbsp; และจัดการที่อยู่อาศัยร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อให้มีบ้านและที่ดินที่มั่นคง&amp;nbsp; เพื่อเป็นฐานในการสร้างความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;และความเป็นอยู่ด้านต่างๆ ต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.กล่าวถึงความจำเป็นในการรวมพลังคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกระบวนการที่จะนำไปสู่การสร้างบ้าน &amp;lsquo;โดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rsquo; นั้น &amp;nbsp;รอง ผอ.พอช.อธิบายว่า จะต้องเริ่มจาก 1.ระบบความคิด &amp;nbsp;โดยคนจนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า &amp;ldquo;คนในชุมชนที่เดือดร้อนที่อยู่อาศัยเป็นคนที่มีศักยภาพ&amp;nbsp; ถ้ามีโอกาสก็สามารถลุกขึ้นมารวมตัวกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของตนเองได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะคนจนสามารถออมเงินและสร้างวินัยการเงินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าจัดระบบให้เอื้อและมีระบบการเงินที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยได้&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานและภาคีต่างๆ ร่วมให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ระบบคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรวมตัวเป็นกลุ่มออมทรัพย์ถือเป็นงานพื้นฐานสำคัญของการสร้างบ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์ไม่ใช่แค่การออมเงินอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่เป็นการพัฒนาคน&amp;nbsp; จัดระบบการทำงานร่วมกัน &amp;nbsp;พัฒนาความสามารถในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; เกิดเป็นกลุ่มคนที่มีพลัง &amp;nbsp;มีระบบกลุ่มย่อย &amp;nbsp;กลุ่มกิจกรรมที่หลากหลาย&amp;nbsp; ทำให้คนเล็กคนน้อย &amp;nbsp;ผู้หญิง &amp;nbsp;เด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโอกาสพัฒนาตนเอง&amp;nbsp; เป็นผู้นำด้านต่างๆ ตามความถนัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ระบบการเงิน&amp;nbsp; การออมเงินโดยมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อการมีบ้านและที่ดินที่มั่นคง&amp;nbsp; มีระบบการออมหลายรูปแบบเช่น&amp;nbsp; รายวัน&amp;nbsp; รายสัปดาห์&amp;nbsp; รายเดือน&amp;nbsp; ฝึกวินัยการออมต่อเดือนให้เท่ากับจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระค่าบ้านและที่ดินรายเดือน&amp;nbsp; เมื่อออมเงินในกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชนไปช่วงหนึ่งแล้วก็จะต้องจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; สามารถเสนอโครงการขอใช้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินหรือปลูกสร้างบ้านตามโครงการบ้านมั่นคงจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การออกแบบวางผัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; การออกแบบวางผังที่อยู่อาศัยโดยชุมชนมีส่วนร่วม &amp;nbsp;โดยมีสถาปนิกชุมชนเป็นพี่เลี้ยง&amp;nbsp; เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอดคล้องกับวิถีชีวิตและรายได้ของครัวเรือน&amp;nbsp; มีบ้านกลางสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่มีรายได้&amp;nbsp; มีความเอื้อเฟื้อเอื้ออาทร&amp;nbsp; &amp;nbsp;เน้นการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน &amp;nbsp;เป็นเจ้าของร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ยังจะต้องคำนึงถึงเรื่อง &amp;lsquo;ระบบที่ดินร่วม&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพราะในอนาคตที่ดินและที่อยู่อาศัยจะมีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; จึงต้องมีระบบป้องกันการเปลี่ยนสิทธิหรือซื้อขายเปลี่ยนมือ &amp;nbsp;เพราะหากเป็นกรรมสิทธิ์รายเดี่ยวก็มีความเสี่ยงที่คนจนจะสูญเสียที่ดินและบ้าน &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องจัดระบบที่ดินร่วมให้เป็นกรรมสิทธิร่วมของสหกรณ์ฯ หรือของชุมชน&amp;nbsp; และเมื่อสร้างหรือปรับปรุงบ้านเสร็จแล้วก็จะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;การจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน&amp;nbsp; การพัฒนาเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพและรายได้ &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัวลดรายจ่าย&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชน &amp;nbsp;มีสวนหย่อม ลานเด็กเล่น เป็นที่พักผ่อนและออกกำลังกายเพื่อทุกคนในชุมชน&amp;nbsp; จึงเป็น &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; โดยชุมชนชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rsquo;&amp;nbsp; อย่างแท้จริง&amp;rdquo;&amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;nbsp; ต้นแบบพัฒนาทั้งเมืองและทุกมิติ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงเมืองชุมแพดูเป็นระเบียบ สวยงาม ต่างจากสภาพชุมชนแออัดในอดีต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนอดีตเมื่อประมาณ 20-30 &amp;nbsp;ปีที่แล้ว&amp;nbsp; เมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; มีชุมชนแออัดเกิดขึ้นกว่า 20 แห่ง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชุมชนบุกรุกปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินราชพัสดุและที่ดินเอกชน&amp;nbsp; เนื่องจากชุมแพเป็นเมืองใหญ่ &amp;nbsp;เป็นปากประตูของภาคอีสานที่เชื่อมต่อกับภาคเหนือตอนล่าง &amp;nbsp;มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง &amp;nbsp;จึงทำให้มีประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงอพยพโยกย้ายครัวเรือนเข้ามาทำมาหากินในเมืองชุมแพอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนที่มีทุนรอนก็จะหาเช่าบ้านหรือที่ดินปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; คนที่มีเงินน้อยเป็นแรงงานรับจ้างหรือค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ก็จะบุกรุกที่ดินหลวงและเอกชนที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์ปลูกสร้างที่พักจนขยายกลายเป็นชุมชนแออัดขึ้นมา&amp;nbsp; ขาดแคลนน้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้าจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; เพราะเป็นชุมชนบุกรุก&amp;nbsp; ต้องพ่วงไฟฟ้าและน้ำประปาจากภายนอกเข้ามาใช้ในราคาแพง&amp;nbsp; ถนนหนทางเดินเป็นหลุมบ่อ&amp;nbsp; เฉอะแฉะ&amp;nbsp; น้ำท่วมขัง&amp;nbsp; บ้านเรือนผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่มีใครอยากจะซ่อมแซม&amp;nbsp; เพราะซ่อมไปแล้วไม่รู้ว่าจะถูกเจ้าของที่ดินขับไล่ในวันไหน&amp;nbsp; จึงอยู่กันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; มีสารพันปัญหา&amp;nbsp; รวมทั้งปัญหาหนี้นอกระบบต้องหาเงินมาจ่ายเป็นรายวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; ประธานเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ &amp;nbsp;เล่าว่า&amp;nbsp; ตอนนั้นคนจนในเมืองชุมแพต่างคนต่างอยู่&amp;nbsp; ลำบากลำบนกันทั่วหน้า&amp;nbsp; แกเองก็เคยปลูกสร้างบ้านในที่ดินบุกรุก&amp;nbsp; เมื่อถูกเทศบาลขับไล่จึงต้องมาเช่าบ้านแคบๆ&amp;nbsp; ไม่มีหน้าต่าง&amp;nbsp; อยู่กับครอบครัว&amp;nbsp; มีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; ไม่มีปัญญาจะขยับขยายหาที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนถึงปี 2547 รัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายลงทะเบียนคนจนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เทศบาลเมืองชุมแพจึงประกาศให้คนยากคนจนไปลงทะเบียนว่าใครเดือดร้อนเรื่องอะไรบ้าง&amp;nbsp; จะได้ช่วยแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ป้าสนองและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ จึงไปลงทะเบียน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่อยู่อาศัยนั่นแหละ&amp;nbsp; เพราะมีคนลงทะเบียนเรื่องบ้านกว่า 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันในช่วงนั้น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;เริ่มดำเนินโครงการบ้านมั่นคงนำร่อง 10 โครงการทั่วประเทศ (เริ่มในปี 2546)&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทศบาลเมืองชุมแพจึงร่วมกับ พอช.จัดทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในเขตเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; โดยมีป้าสนองเป็นแกนนำ&amp;nbsp; รวบรวมเพื่อนบ้าน 30 ครอบครัวลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยมีเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำ&amp;nbsp; เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออมเงินกันเป็นรายวันคนละ 40 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นทุนรอนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักการสำคัญของบ้านมั่นคงของ พอช.ก็คือ &amp;nbsp;ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา เช่น มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นตัวแทนของชาวบ้าน จัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกันสำรวจข้อมูลและปัญหาความเดือดร้อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน &amp;nbsp;ร่วมกันสำรวจที่ดินแปลงใหม่ที่เหมาะสมเพื่อขอเช่าหรือซื้อ &amp;nbsp;หรือเช่า-ซื้อที่ดินแปลงเดิมเพื่อปลูกสร้างบ้านใหม่ &amp;nbsp;ออกแบบบ้านและผังชุมชนร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขออนุญาตการก่อสร้าง&amp;nbsp; เสนอขอใช้สินเชื่อจาก พอช.&amp;nbsp; วางแผนการพัฒนาชุมชนหลังก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ&amp;nbsp; ฯลฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นจะให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาลราชพัสดุ&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; และ พอช. ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้าสนองเล่าต่อไปว่า&amp;nbsp; เมื่อรวบรวมคนและจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ได้แล้ว ชาวบ้านจึงไปเจรจากับเทศบาลเมืองชุมแพเพื่อขอเช่าที่ดิน &amp;nbsp;ซึ่งทางเทศบาลได้ให้การสนับสนุนชาวบ้านเต็มที่ &amp;nbsp;โดยการแบ่งพื้นที่โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุให้ชาวบ้านเช่าจำนวน 3 ไร่เศษ &amp;nbsp;ระยะเวลา 30 ปี ในอัตราตารางวาละ 50 สตางค์ต่อเดือน รวมทั้งยังส่งสถาปนิกมาออกแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการของชาวบ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอถึงปี 2548 หลังจากที่ชาวบ้านสะสมเงินออมได้จำนวน 10 % ของวงเงินที่จะก่อสร้างบ้านแล้ว จึงเสนอโครงการขอใช้สินเชื่อก่อสร้างบ้านจาก พอช. เป็นบ้าน 2 ชั้น&amp;nbsp; ขนาด 20 ตารางวา &amp;nbsp;ราคาวัสดุและค่าก่อสร้างประมาณหลังละ 150,000 บาท ผ่อนชำระคืน 15 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี หลังจากนั้นจึงเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรก 30 หลัง โดยเทศบาลเมืองชุมแพสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณูปโภค &amp;nbsp;ในปีถัดมาบ้านหลังแรกในฝันของป้าสนองและเพื่อนบ้านก็เป็นความจริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อบ้านมั่นคงโครงการแรกในเขตเทศบาลเมืองชุมแพสำเร็จเห็นผล&amp;nbsp; ชาวบ้านในชุมชนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อมั่นว่าจะมีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือชาวบ้านจริง&amp;nbsp; บ้างก็บอกว่าน่าจะถูกหลอก&amp;nbsp; บ้างก็ว่ามีจริงแต่ต้องไปสร้างบ้านอยู่หลังเขา&amp;nbsp; จึงเชื่อว่าคนจนๆ&amp;nbsp; ไม่มีเงินเดือน&amp;nbsp; สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้&amp;nbsp; จึงได้รวมกลุ่มกันตามคำแนะนำจากป้าสนองเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลเมืองชุมแพสร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน 13 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 1,000 ครัวเรือน โดยชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rsquo;&amp;nbsp; และร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพพัฒนาเมืองร่วมกัน &amp;nbsp;มีกิจกรรมต่างๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กลุ่มออมทรัพย์ &amp;nbsp;สหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; สหกรณ์บริการ&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;มีกิจกรรมเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ส่งเสริมเรื่องดนตรี &amp;nbsp;ศิลปะ&amp;nbsp; การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ป้องกันยาเสพติด &amp;nbsp;กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ &amp;nbsp;ส่งเสริมผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ออกกำลังกาย &amp;nbsp;รำวงย้อนยุค &amp;nbsp;การส่งเสริมอาชีพ &amp;nbsp;สร้างรายได้ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่สำคัญ เช่น&amp;nbsp; &amp;#39;กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ&amp;#39; &amp;nbsp;เริ่มในปี 2550 &amp;nbsp;โดยให้ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกและสมทบเงินเข้ากองทุนทุกเดือน &amp;nbsp;แล้วนำเงินกองทุนให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพ &amp;nbsp;ปลดหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;ซ่อมแซมบ้าน &amp;nbsp;เพื่อการศึกษา ฯลฯ &amp;nbsp;วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของหุ้นสะสมที่สมาชิกมีอยู่ &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 บาทต่อปี &amp;nbsp;และนำดอกเบี้ยกลับมาพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันกองทุนมีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 12 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;โดยเทศบาลเมืองชุมแพได้สนับสนุนเงินเข้ากองทุนจำนวน 2 ล้านบาท &amp;nbsp;และมูลนิธิศูนย์ศึกษาและพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชียสมทบ 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีธุรกิจชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;นารวมแบบเกษตรอินทรีย์ เนื้อที่ 38 ไร่ &amp;nbsp;ในปี 2553 &amp;nbsp;ชาวบ้านรวมตัวกันซื้อที่ดินของธนาคารออมสิน &amp;nbsp;โดย พอช.ได้สนับสนุนสินเชื่อจำนวน 2.6 ล้านบาท &amp;nbsp;มีสมาชิกจากเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพร่วมลงหุ้นๆ &amp;nbsp;ละ 150 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเป็นทุนในการทำนา &amp;nbsp;ขุดบ่อเลี้ยงปลา &amp;nbsp;และปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;มีการบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการนา &amp;nbsp;โดยสมาชิกจะช่วยกันทำนา &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว มะละกอ พริก มะม่วง กล้วย ฯลฯ &amp;nbsp;เลี้ยงปลาต่างๆ เอาไว้กินและขาย สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่สมาชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันนารวมแห่งนี้สามารถปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียวได้ประมาณปีละ 30 เกวียน &amp;nbsp;ขายเป็นรายได้เข้ากองทุนปีละกว่า 200,000 บาท อีกทั้งที่นายังมีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า &amp;nbsp;จากราคาที่ซื้อมา 2.6 ล้านบาท &amp;nbsp;แต่วันนี้ราคาประเมินประมาณ 38 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงงานผลิตน้ำดื่มชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มผลิตในปี 2559 &amp;nbsp;โดยการระดมหุ้นจากชุมชนต่างๆ ได้เงินประมาณ 800,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีกำลังการผลิตประมาณวันละ 200 โหล (ผลิตทั้งชนิดขวดและถัง) ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหน่วยราชการ เทศบาล สำนักงานเอกชน &amp;nbsp;เครือข่ายชาวบ้าน และสมาชิกในชุมชนได้บริโภคน้ำดื่มที่สะอาด &amp;nbsp;ทำรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสร้างงานให้ชาวบ้านที่มาทำงานผลิตน้ำดื่มได้อย่างน้อยวันละ 3 คน &amp;nbsp;คนละ 200-300 บาทต่อวัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือตัวอย่างของการพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพที่เริ่มจากการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จากชุมชนเดียวขยายไปสู่การแก้ไขทั้งเมือง &amp;nbsp;จนกลายเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rsquo; &amp;nbsp;และยังร่วมมือกันพัฒนาชุมชนและเมืองในด้านต่างๆ&amp;nbsp; ทุกมิติ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การพัฒนาเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; สร้างความมั่นคงด้านอาหาร-น้ำดื่ม&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีกองทุนต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือดูแลกัน &amp;nbsp;ถือเป็นชุมชนต้นแบบที่สร้างบ้านแต่ได้มากกว่าบ้าน !!&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;rsquo; หลักประกันของคนจน สมทบเงินปีละ 240 บาทคุ้มครองรอบด้าน-ช่วยผ่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องไม่แปลกหากมนุษย์เงินเดือน&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp; หรือผู้คนทั่วไปที่มีฐานะ&amp;nbsp; จะซื้อกรมธรรม์หรือประกันภัยต่างๆ เพื่อคุ้มครองสุขภาพ อุบัติเหตุ&amp;nbsp; บ้านเรือน&amp;nbsp; รถยนต์&amp;nbsp; และทรัพย์สินต่างๆ&amp;nbsp; ของตนเอง&amp;nbsp; โดยมีบริษัทเอกชนมากมายที่ให้บริการด้านนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การที่คนจน&amp;nbsp; คนเล็กคนน้อย&amp;nbsp; ได้รวมตัวกันจัดตั้งกองทุนระดับประเทศขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือกันในยามที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ประสบอุบัติ&amp;nbsp; ประสบภัยต่างๆ&amp;nbsp; และร่วมกันบริหารจัดการเอง&amp;nbsp; ถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยที่น่าสนใจยิ่งนัก !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้เกิดกองทุนระดับชุมชน&amp;nbsp; ระดับเมือง&amp;nbsp; และระดับชาติ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือสมาชิกโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งสมาชิกชุมชนใกล้เคียง&amp;nbsp; เพื่อลดภาระการชำระค่าบ้าน&amp;nbsp; ค่าที่ดิน ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนในชุมชนปีละ&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; สมทบเข้ากองทุนระดับเมืองปีละ&amp;nbsp; 140&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; สมทบเข้ากองทุนระดับภาคปีละ 20&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; และสมทบกองทุนระดับชาติปีละ 60&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; รวมสมทบเข้ากองทุนรักษาดินรักษาบ้านปีละ 240 บาท&amp;nbsp; โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มาจากชุมชน&amp;nbsp; เครือข่าย&amp;nbsp; และทุกภาคส่วนร่วมบริหารกองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกเจ็บป่วย&amp;nbsp; ประสบอุบัติเหตุ&amp;nbsp; ภัยพิบัติ&amp;nbsp; ทุพพลภาพ&amp;nbsp; หรือเสียชีวิต กองทุนรักษาดินรักษาบ้านจะช่วยเหลือสมาชิกกองทุน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในระดับชุมชน&amp;nbsp; จะช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน&amp;nbsp; หรือตามข้อตกลงของแต่ละชุมชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระดับเมือง&amp;nbsp; จะช่วยเหลือ&amp;nbsp; กรณีเสียชีวิต&amp;nbsp; หรือทุพพลภาพถาวร (ไม่สามารถประกอบอาชีพได้) หากไม่มีหนี้ที่ดินและบ้าน&amp;nbsp; กองทุนจะช่วยเหลือรายละ 10,000 บาท&amp;nbsp; หากมีหนี้ที่ดินและบ้านกับ พอช. (สินเชื่อที่ดินและบ้าน) กองทุนจะช่วยชำระหนี้ให้ครึ่งหนึ่งของหนี้ (เงินต้น) คงเหลือ&amp;nbsp; กรณีเจ็บป่วย&amp;nbsp; ทุพพลภาพชั่วคราว &amp;nbsp;หากมีหนี้ที่ดินและบ้านกับ พอช. กองทุนจะช่วยชำระค่างวดให้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน&amp;nbsp; ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง (สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน) กรณีภัยพิบัติ&amp;nbsp; ไฟไหม้&amp;nbsp; น้ำท่วม&amp;nbsp; ฯลฯ ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระดับชาติ &amp;nbsp;จะช่วยเหลือ 1.จ่ายเงินสมทบ 50 %&amp;nbsp; จากที่กองทุนเมืองจ่ายตามเกณฑ์กลางที่กำหนด&amp;nbsp; 2.จ่ายเงินสมทบไปที่กองทุนระดับเมือง (ส่วนต่างที่กองทุนเมืองจ่ายไปและเกินจากวงเงินที่มี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันกองทุนรักษาดินรักษาบ้านมีสมาชิกกองทุนทั่วประเทศ &amp;nbsp;40,247 ราย &amp;nbsp;มีเงินสมทบจากสมาชิกรวม 9.86&amp;nbsp; ล้านบาท &amp;nbsp;เงินทุนประเดิมจาก พอช. 17.6 ล้านบาท &amp;nbsp;จ่ายเงินกองทุนช่วยเหลือสมาชิกทั่วประเทศไปแล้ว 14.36 ล้านบาท&amp;nbsp; ถือเป็นหลักประกันที่ช่วยแบ่งเบาภาระและสร้างความอุ่นใจให้แก่สมาชิก !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนพัฒนาภาคประชาชนพื้นที่ &amp;lsquo;อ่าว ก.ไก่&amp;nbsp;เคลื่อนยุทธศาสตร์ 6 ด้าน สร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย-ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือประมงพื้นบ้านที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ / เครือข่ายภาคประชาชนเสนอแผนพัฒนาอ่าว ก ไก่ ให้แก่ผู้ว่าฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า&amp;nbsp; ประเทศไทยมี 23 จังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเล &amp;nbsp;ความยาวชายฝั่งตั้งแต่ภาคตะวันออก อ่าวไทยตอนบน &amp;nbsp;ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย &amp;nbsp;และชายฝั่งทะเลอันดามัน &amp;nbsp;มีความยาวทั้งหมดประมาณ 3,148 กิโลเมตร &amp;nbsp;มีชุมชนชายฝั่งที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนหรือติดกับป่าชายเลน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องพึ่งพิงป่าชายเลนประมาณ 958 หมู่บ้าน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนชายฝั่งเหล่านี้ต้องประสบปัญหาด้านต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลน &amp;nbsp;เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม &amp;nbsp;ผลผลิตทางการประมงลดลง &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยเพราะส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินป่าชายเลนที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดูแลอยู่&amp;nbsp; และบางส่วนอยู่ในที่ดินที่กรมเจ้าท่าดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชน 4 จังหวัดในพื้นที่ภูมินิเวศน์ &amp;lsquo;อ่าว ก ไก่&amp;rsquo; (อ่าวไทยตอนบนที่มีลักษณะ 4 เหลี่ยมคล้ายพยัญชนะ &amp;lsquo;ก ไก่&amp;rsquo;) คือ&amp;nbsp; ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; สมุทรสงคราม&amp;nbsp; และสมุทรสาคร &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาภาคประชาชนระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2562-2565) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่ไม่มั่นคง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พงษ์ศักดิ์ คำทรัพย์&amp;nbsp; คณะทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; กล่าวถึงแผนพัฒนาภาคประชาชนในพื้นที่อ่าว ก ไก่ ว่า&amp;nbsp; เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภูมินิเวศน์อ่าว ก ไก่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบจากการทำประมงพาณิชย์&amp;nbsp; การจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเล&amp;nbsp; อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน&amp;nbsp; ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทะเลและชายฝั่งถูกทำลาย&amp;nbsp; ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในอ่าว ก.ไก่ ที่เคยเป็นแหล่งอาหารสำคัญของประเทศลดน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งเกิดผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นพวกเราในนามของผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนทั้ง 4 จังหวัด&amp;nbsp; จึงได้รวบรวมข้อมูลและปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; นำมาจัดทำเป็นแผนพัฒนาภาคประชาชน&amp;nbsp; เพื่อเป็นทิศทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยมียุทธศาสตร์ 6 ด้าน&amp;nbsp; คือ 1.การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; 2.การฟื้นฟู&amp;nbsp; อนุรักษ์&amp;nbsp; การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ยกระดับการแปรรูปสินค้าและการตลาดของชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; 4.ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; 5.ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; และ 6.การปรับตัวเพื่อบรรเทาปัญหาของชาวประมงพื้นบ้านจากภาวะโลกร้อน&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายคือการจัดการพื้นที่ชายฝั่งอ่าวทะเล ก ไก่ อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เพื่อชาวประมงพื้นบ้านจะได้มีที่อยู่อาศัยและทำกินมั่นคง และหลุดพ้นจากปัญหาความยากจน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ผู้แทนเครือข่ายอ่าว ก ไก่&amp;nbsp; 4 จังหวัดได้ยื่นเสนอแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้แก่นายพัลลภ&amp;nbsp; สิงหเสนี&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดแรกเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปเพื่อขับเคลื่อนแผนงานตามยุทธศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนฯ ยกตัวอย่างการฟื้นฟู&amp;nbsp; อนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมตามยุทธศาสตร์ที่ 2 ว่า&amp;nbsp; จะมีการจัดตั้งคณะทำงานและสร้างภาคีเครือข่ายขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการขยะและน้ำเสียไม่ให้ไหลทิ้งลงทะเล&amp;nbsp; โดยร่วมมือกับโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งธนาคารปู&amp;nbsp; ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอ่าว ก ไก่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การขยายพันธุ์ปูม้าที่ชุมชนบ้านปากคลอง อ.บางสะพาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือพัฒนาทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าชายเลน 4 จังหวัด ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผนดังกล่าว&amp;nbsp; มีเป้าหมาย&amp;nbsp; คือ จังหวัดสมุทรสาคร&amp;nbsp; รวม 616 ครัวเรือน&amp;nbsp; จังหวัดสมุทรสงคราม&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 76 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 89&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; รวม 502 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 1,283 ครัวเรือน&amp;nbsp; ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในกรณีที่ดินป่าชายเลน&amp;nbsp; กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ผ่อนผันให้ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในป่าชายเลนก่อนปี 2557&amp;nbsp; อยู่อาศัยได้&amp;nbsp; แต่ไม่อนุญาตที่ดินทำกิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ปี 2557) โดยมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) มีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องที่และท้องถิ่น&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp; มีหน้าที่สำรวจข้อมูล&amp;nbsp; แปลงที่ดิน&amp;nbsp; จำนวนครัวเรือน&amp;nbsp; ตรวจสอบ&amp;nbsp; การบริหารจัดการ&amp;nbsp; และเสนออนุมัติ&amp;nbsp; โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ลงนามการอนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าชายเลนเพื่อการอยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;กล่าวว่า&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในป่าชายเลนตามแผนพัฒนาภาคประชาชน 4 จังหวัดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอช.ให้การสนับสนุนชุมชนต่างๆ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; แปลงที่ดิน&amp;nbsp; จำนวนครัวเรือนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; และตรวจสอบสิทธิ์ผู้ที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ก่อนเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่บางชุมชนอยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนบ้านปากคลอง&amp;nbsp; และชุมชนหนองเสม็ดซิตี้&amp;nbsp; อ.บางสะพานน้อย&amp;nbsp; จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; เนื่องจากบ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; มีสภาพทรุดโทรมเพราะถูกน้ำทะเลกัดเซาะ&amp;nbsp; เพื่อให้บ้านเรือนมีความมั่นคง&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; ผู้อยู่อาศัยมีความปลอดภัย&amp;nbsp; และนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปฏิภาณยกตัวอย่างการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ชุมชนบ้านปากคลอง &amp;nbsp;ต.แม่รำพึง&amp;nbsp; อ.บางสะพานน้อย&amp;nbsp; ซึ่งมี 4 หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 247 ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในที่ดินป่าชายเลนตามโครงการบ้านมั่นคงชนบทของ พอช.&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่ทรุดโทรมจำนวน 11.9 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; ขณะนี้ซ่อมแซมบ้านไปแล้วประมาณ 70 %&amp;nbsp; จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันชุมชนได้ร่วมกันเพาะพันธุ์และขยายสัตว์น้ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำธนาคารปูเพื่อขยายพันธุ์ปูทะเลมาตั้งแต่ปี 2551 สามารถนำแม่พันธุ์ปูมาเพาะพันธุ์ได้ประมาณปีละ 1,500-1,700 ตัว&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังทำ &amp;lsquo;ซั้ง&amp;rsquo; ในทะเลเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปูได้มากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมวันละ 3-4 กิโลกรัม&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 7-8 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิโลกรัมต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการอยู่ร่วมกันของ&amp;nbsp; &amp;lsquo;คน&amp;nbsp; ป่า และทะเล&amp;rsquo; นั้น&amp;nbsp; พอช.ใช้เรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนา&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยและที่ดินที่มั่นคงแล้ว&amp;nbsp; ยังจะนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างเครือข่ายประมงพื้นบ้านขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันฟื้นฟู&amp;nbsp; ดูแล&amp;nbsp; อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; พัฒนาอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งการบูรณาการแผนงานและงบประมาณเข้าด้วยกัน&amp;nbsp; นอกจากนี้จะนำไปสู่การผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายด้วย&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่อ่าว ก ไก่&amp;nbsp; เป็นต้นแบบ&amp;nbsp; ขยายผลไปสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วประเทศต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปฏิภาณกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47827</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์, พอช., รัฐนิวยอร์ก, รัฐฟลอริดา, สนอง  รวยสูงเนิน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แคลิฟอร์เนีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da05e174637e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
